fbpx

รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย คืออะไร ต่างกันยังไง?

รายงานภาษีขาย

หากธุรกิจของคุณมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว จำเป็นจะต้องรู้จักแล้วเข้าใจเกี่ยวกับ รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย ซึ่งต้องมีการส่งพร้อมกับเอกสาร ภ.พ.30 แก่สรรพากรภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน สำหรับรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขายคืออะไร บทความนี้มีความรู้เรื่องนี้มาอธิบายให้ฟังกันค่ะ

รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย คืออะไร

รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย คือ การทำรายงานเกี่ยวกับรายละเอียดภาษีซื้อและภาษีขายที่เกิดขึ้นภายในรอบเดือนนั้น ทั้งนี้สำหรับธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการต่อปีเกินกว่า 1.8 ล้านบาท จะต้องมีการนำรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขายแนบไปพร้อมกับการส่งเอกสาร ภ.พ.30 ซึ่งเป็นเอกสารสรุปภาษีซื้อ-ภาษีขาย ที่เจ้าของธุรกิจต้องเอาไว้ใช้ยื่นแสดงภาษีมูลค่าเพิ่มแก่กรมสรรพากรทุกเดือน โดยต้องทำก่อนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ทั้งนี้

หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ จะต้องมีการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแบบภ.พ.30 ให้แก่กรมสรรพากร โดยต้องยื่นแบบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หรือหากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย สามารถขอคืนภาษีเป็นเงินสดหรือนำส่วนเกินไปใช้เป็นเครดิตภาษีในเดือนถัดไปได้ เราจะมาขยายความในส่วนของรายละเอียดของรายงานภาษีซื้อ และ รายงานภาษีขาย สามารถอธิบายเพิ่มเติมได้ดังนี้

รายงานภาษีซื้อ คืออะไร

รายงานภาษีซื้อ เป็นรายงานที่กำหนดให้ผู้ประกอบการ จัดทำขึ้นเพื่อบันทึกรายละเอียดจำนวนภาษีซื้อ แสดงมูลค่าสินค้าหรือบริการและภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่น โดยรายการภาษีซื้อ จะต้องลงรายละเอียด รายงานภาษีซื้อเฉพาะรายการซื้อที่มีหลักฐานใบกำกับภาษี หรือใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ หรือใบเสร็จรับเงินอื่นใดตามที่กำหนดโดยกฎหมาย ทั้งนี้การลงรายการเพิ่มและลดยอดภาษีซื้อที่เกิดขึ้นเนื่องจากดังต่อไปนี้

รายการเพิ่มภาษีซื้อเกิดขึ้นจากอะไร

  1. การซื้อหรือการนำเข้าซึ่งสินค้าหรือวัตถุดิบ
  2. การซื้อ หรือเช่าซื้อ หรือนำเข้าซึ่งทรัพย์สิน
  3. การรับฝากขายสินค้า
  4. การรับบริการหรือการจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ
  5. การเพิ่มราคาสินค้าหรือบริการ
  6. ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำส่งตามแบบแสดงรายการ ภ.พ.36 เนื่องจากจ่ายบริการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในประเทศไทย หรือรับโอนสินค้าหรือการที่เคยได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0

รายการเพื่อลดภาษีซื้อให้ลดลงเกิดขึ้นจากอะไร

  1. การส่งคืนสินค้าหรือยกเลิกสัญญาการให้บริการ
  2. การลดราคาสินค้าหรือค่าบริการที่ผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน

ทั้งนี้รูปแบบรายงานภาษีซื้อตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้

  1. ชื่อที่แสดงว่าเป็นรายงานภาษีซื้อ
  2. แสดงเดือนภาษี และปีภาษี
  3. แสดงชื่อสถานประกอบการ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  4. แสดงที่อยู่ของสถานประกอบการตามที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  5. แสดงสำนักงานใหญ่หรือสาขาที่ยื่นรายงานภาษีซื้อ
  6. แสดงรายละเอียดของใบกำกับภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในเดือนภาษีนั้น อันได้แก่ วันเดือนปี, เลขที่ใบกำกับภาษี, ชื่อผู้ขายสินค้า/ผู้ให้บริการ, เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายสินค้า/ผู้ให้บริการ, สำนักงานใหญ่/สาขาของผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ, มูลค่าสินค้า/บริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม

รายงานภาษีขาย คืออะไร

รายงานภาษีขาย เป็นแบบรายงานที่กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จัดทำเพื่อบันทึกจำนวนภาษีขายของกิจการที่ได้เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากลูกค้าในแต่ละเดือนภาษี หากภาษีขายเกิดขึ้นภายในเดือนนั้นให้บันทึกเป็นของเดือนนั้น  ทั้งนี้รายการสำคัญที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ต้องนำไปลงจำนวนภาษีขายในรายงานภาษีขายทำให้ยอดภาษีขายในเดือนที่มีรายการเกิดขึ้นเพิ่มสูงขึ้นหรือลดต่ำลง ได้แก่ ภาษีขายอันเนื่องมาจาก 

รายการเพิ่มภาษีขายเกิดขึ้นจากอะไร

  1. การขายสินค้าหรือให้บริการในประเทศไทย (กรณีการส่งออกภาษีขาย = 0)
  2. การให้เช่าซื้อ
  3. การส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนเพื่อขาย (ฝากขาย)
  4. การนำสินค้าหรือบริการไปใช้เพื่อการอื่นใด ที่ไม่ใช่เพื่อการประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
  5. หนี้สูญที่ได้รับคืน
  6. มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
  7. มีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกกิจการ แต่ไม่รวมถึงสินค้าคงเหลือ และทรัพย์สินของผู้ประกอบการที่ได้ควบรวมเข้าด้วยกัน หรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน

รายการลดภาษีขายเกิดขึ้นจากอะไร

  1. การรับคืนสินค้าที่ชำรุดบกพร่อง ไม่ตรงตามตัวอย่างหรือที่เสนอขาย
  2. การลดราคาสินค้าหรือค่าบริการซึ่งผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน
  3. หนี้สูญที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย

ทั้งนี้รูปแบบรายงานภาษีขายตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้

  1. ชื่อที่แสดงว่าเป็นรายงานภาษีขาย
  2. แสดงเดือนภาษี และปีภาษี
  3. แสดงชื่อสถานประกอบการ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  4. แสดงที่อยู่ของสถานประกอบการตามที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  5. แสดงสำนักงานใหญ่หรือสาขาที่ยื่นรายงานภาษีขาย
  6. แสดงรายละเอียดของใบกำกับภาษีขายที่เกิดขึ้นในเดือนภาษีนั้น อันได้แก่ วันเดือนปี, เลขที่ใบกำกับภาษี, ชื่อผู้ซื้อสินค้า/ผู้รับบริการ, เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อสินค้า/ผู้รับบริการ, สำนักงานใหญ่/สาขาของผู้ขายสินค้าหรือผู้รับบริการ, มูลค่าสินค้า/บริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม

เมื่อถึงเวลาที่ต้องยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มและยื่นแบบ ภ.พ.30 สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม อย่าลืมแนบเอกสารรายงานภาษีซื้อ และ รายงานภาษีขาย พร้อมกับการยื่น ภ.พ.30 แก่สรรพากรภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน ทั้งนี้หากไม่ปฏิบัติตามหรือมีการจด VAT แล้วแต่ยังไม่มีการยื่นแบบ ภ.พ.30 อาจมีความเสี่ยงที่จะต้องเสียค่าปรับการยื่นแบบล่าช้า เบี้ยปรับเงินเพิ่ม และค่าปรับอาญาอีกด้วยค่ะ

ติดตามบทความอื่นๆ ของ KMCP Accounting ได้ที่:

บทความ: https://www.kmcpaccounting.com/บทความ/

Facebook: facebook.com/kmcp.acc

สนใจอยากทำบัญชีทักมาได้เลย: m.me/kmcp.acc

LINE: https://line.me/R/ti/p/@kmcp.acc

Tel: 082-254-6831, 063-150-5855