ภาษี

รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย คืออะไร ต่างกันยังไง?

เรียบเรียงโดย ทีม KMCP Accounting
รายงานภาษีขาย

หากธุรกิจของคุณมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว จำเป็นจะต้องรู้จักแล้วเข้าใจเกี่ยวกับ รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย ซึ่งต้องมีการส่งพร้อมกับเอกสาร ภ.พ.30 แก่สรรพากรภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน สำหรับรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขายคืออะไร บทความนี้มีความรู้เรื่องนี้มาอธิบายให้ฟังกันค่ะ

รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย คืออะไร

รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย คือ การทำรายงานเกี่ยวกับรายละเอียดภาษีซื้อและภาษีขายที่เกิดขึ้นภายในรอบเดือนนั้น ทั้งนี้สำหรับธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการต่อปีเกินกว่า 1.8 ล้านบาท จะต้องมีการนำรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขายแนบไปพร้อมกับการส่งเอกสาร ภ.พ.30 ซึ่งเป็นเอกสารสรุปภาษีซื้อ-ภาษีขาย ที่เจ้าของธุรกิจต้องเอาไว้ใช้ยื่นแสดงภาษีมูลค่าเพิ่มแก่กรมสรรพากรทุกเดือน โดยต้องทำก่อนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ทั้งนี้

หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ จะต้องมีการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแบบภ.พ.30 ให้แก่กรมสรรพากร โดยต้องยื่นแบบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หรือหากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย สามารถขอคืนภาษีเป็นเงินสดหรือนำส่วนเกินไปใช้เป็นเครดิตภาษีในเดือนถัดไปได้ เราจะมาขยายความในส่วนของรายละเอียดของรายงานภาษีซื้อ และ รายงานภาษีขาย สามารถอธิบายเพิ่มเติมได้ดังนี้

รายงานภาษีซื้อ คืออะไร

รายงานภาษีซื้อ เป็นรายงานที่กำหนดให้ผู้ประกอบการ จัดทำขึ้นเพื่อบันทึกรายละเอียดจำนวนภาษีซื้อ แสดงมูลค่าสินค้าหรือบริการและภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่น โดยรายการภาษีซื้อ จะต้องลงรายละเอียด รายงานภาษีซื้อเฉพาะรายการซื้อที่มีหลักฐานใบกำกับภาษี หรือใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ หรือใบเสร็จรับเงินอื่นใดตามที่กำหนดโดยกฎหมาย ทั้งนี้การลงรายการเพิ่มและลดยอดภาษีซื้อที่เกิดขึ้นเนื่องจากดังต่อไปนี้

รายการเพิ่มภาษีซื้อเกิดขึ้นจากอะไร

  1. การซื้อหรือการนำเข้าซึ่งสินค้าหรือวัตถุดิบ
  2. การซื้อ หรือเช่าซื้อ หรือนำเข้าซึ่งทรัพย์สิน
  3. การรับฝากขายสินค้า
  4. การรับบริการหรือการจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ
  5. การเพิ่มราคาสินค้าหรือบริการ
  6. ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำส่งตามแบบแสดงรายการ ภ.พ.36 เนื่องจากจ่ายบริการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในประเทศไทย หรือรับโอนสินค้าหรือการที่เคยได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0

รายการเพื่อลดภาษีซื้อให้ลดลงเกิดขึ้นจากอะไร

  1. การส่งคืนสินค้าหรือยกเลิกสัญญาการให้บริการ
  2. การลดราคาสินค้าหรือค่าบริการที่ผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน

ทั้งนี้รูปแบบรายงานภาษีซื้อตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้

  1. ชื่อที่แสดงว่าเป็นรายงานภาษีซื้อ
  2. แสดงเดือนภาษี และปีภาษี
  3. แสดงชื่อสถานประกอบการ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  4. แสดงที่อยู่ของสถานประกอบการตามที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  5. แสดงสำนักงานใหญ่หรือสาขาที่ยื่นรายงานภาษีซื้อ
  6. แสดงรายละเอียดของใบกำกับภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในเดือนภาษีนั้น อันได้แก่ วันเดือนปี, เลขที่ใบกำกับภาษี, ชื่อผู้ขายสินค้า/ผู้ให้บริการ, เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายสินค้า/ผู้ให้บริการ, สำนักงานใหญ่/สาขาของผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ, มูลค่าสินค้า/บริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม

รายงานภาษีขาย คืออะไร

รายงานภาษีขาย เป็นแบบรายงานที่กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จัดทำเพื่อบันทึกจำนวนภาษีขายของกิจการที่ได้เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากลูกค้าในแต่ละเดือนภาษี หากภาษีขายเกิดขึ้นภายในเดือนนั้นให้บันทึกเป็นของเดือนนั้น  ทั้งนี้รายการสำคัญที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ต้องนำไปลงจำนวนภาษีขายในรายงานภาษีขายทำให้ยอดภาษีขายในเดือนที่มีรายการเกิดขึ้นเพิ่มสูงขึ้นหรือลดต่ำลง ได้แก่ ภาษีขายอันเนื่องมาจาก 

รายการเพิ่มภาษีขายเกิดขึ้นจากอะไร

  1. การขายสินค้าหรือให้บริการในประเทศไทย (กรณีการส่งออกภาษีขาย = 0)
  2. การให้เช่าซื้อ
  3. การส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนเพื่อขาย (ฝากขาย)
  4. การนำสินค้าหรือบริการไปใช้เพื่อการอื่นใด ที่ไม่ใช่เพื่อการประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
  5. หนี้สูญที่ได้รับคืน
  6. มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
  7. มีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกกิจการ แต่ไม่รวมถึงสินค้าคงเหลือ และทรัพย์สินของผู้ประกอบการที่ได้ควบรวมเข้าด้วยกัน หรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน

รายการลดภาษีขายเกิดขึ้นจากอะไร

  1. การรับคืนสินค้าที่ชำรุดบกพร่อง ไม่ตรงตามตัวอย่างหรือที่เสนอขาย
  2. การลดราคาสินค้าหรือค่าบริการซึ่งผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน
  3. หนี้สูญที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย

ทั้งนี้รูปแบบรายงานภาษีขายตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้

  1. ชื่อที่แสดงว่าเป็นรายงานภาษีขาย
  2. แสดงเดือนภาษี และปีภาษี
  3. แสดงชื่อสถานประกอบการ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  4. แสดงที่อยู่ของสถานประกอบการตามที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  5. แสดงสำนักงานใหญ่หรือสาขาที่ยื่นรายงานภาษีขาย
  6. แสดงรายละเอียดของใบกำกับภาษีขายที่เกิดขึ้นในเดือนภาษีนั้น อันได้แก่ วันเดือนปี, เลขที่ใบกำกับภาษี, ชื่อผู้ซื้อสินค้า/ผู้รับบริการ, เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อสินค้า/ผู้รับบริการ, สำนักงานใหญ่/สาขาของผู้ขายสินค้าหรือผู้รับบริการ, มูลค่าสินค้า/บริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม

เมื่อถึงเวลาที่ต้องยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มและยื่นแบบ ภ.พ.30 สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม อย่าลืมแนบเอกสารรายงานภาษีซื้อ และ รายงานภาษีขาย พร้อมกับการยื่น ภ.พ.30 แก่สรรพากรภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน ทั้งนี้หากไม่ปฏิบัติตามหรือมีการจด VAT แล้วแต่ยังไม่มีการยื่นแบบ ภ.พ.30 อาจมีความเสี่ยงที่จะต้องเสียค่าปรับการยื่นแบบล่าช้า เบี้ยปรับเงินเพิ่ม และค่าปรับอาญาอีกด้วยค่ะ